กำเนิดเมืองอุตรดิตถ์หรือเมืองพิชัยใหม่.

หากท่านมีภาพประทับใจ หรือประวัติบุคคล สถานที่หรืออื่นๆที่เกี่ยวกับจังหวัดอุตรดิตถ์อย่าเก็บไว้คนเดียวมาแบ่งปันได้ที่นี้ครับ

กำเนิดเมืองอุตรดิตถ์หรือเมืองพิชัยใหม่.

โพสต์โดย ท่าน้ำเหนือ...ชมรมคนรักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เมื่อ พุธ 02 ธ.ค. 2009 6:58 am



ถ้ามีใครเคยอยากหาเหตุผลที่เกิดมีเมืองใหม่ขึ้นมาในหัวเมืองเหนือในสมัยรัชกาลที่4-5-6
ทั้งที่มีเมืองเก่าเล็กๆอยู่รอบๆบริเวณนี้ หลายๆเมือง
เมืองนี้เป็นเสมือนแผ่นดินบุกเบิกใหม่ในสมัยนั้นคือเมืองอุตรดิษฐ์
ลองมาสืบหาความเป็นมาแบบชาวบ้านๆดูนะครับ
ท่าน้ำเหนือ...ชมรมคนรักประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
 

Re: กำเนิดเมืองอุตรดิตถ์หรือเมืองพิชัยใหม่.

โพสต์โดย ท่าน้ำเหนือ... เมื่อ พุธ 02 ธ.ค. 2009 7:11 am

ภูมิศาสตร์การตั้งเมืองพิชัย

เมืองพิชัยเก่า แต่เดิมนั้นเป็นเมืองหน้าด่านมุ่งประโยชน์ด้านการป้องกันแคว้นหัวเมืองฝ่ายเหนือ ของสุโขทัย และอยุธยาเป็นหลัก
แต่ทางด้านการคมนาคมขนส่งก็เป็นปัจจัยสำคัญ กับทำเลของเมืองพิชัยเก่า นั้นมีจุดสำคัญคือ
1.ตั้งอยู่ริมน้ำน่านใต้แก่งหินที่บ้านแก่ง อ.ตรอน ซึ่งเป็นจุดที่เรือผ่านได้ยาก โดยเฉพาะหน้าแล้ง สามารถล่องเรือในแม่น้ำ
ได้สะดวกเมื่อผ่านบ้านแก่งลงด้านใต้เหมาะที่จะขนสินค้าลงไปอยุธยา และกรุงเทพฯ แก่งหินนี้แต่เดิมใหญ่กว่าสมัยนี้เพราะ
มีการระเบิดทิ้งไปบ้างในสมัยที่มีการขนส่งไม้ซุง
2.ตั้งอยู่ใต้คลองคอรุมฝั่งตะวันตกแม่น้ำน่าน คลองเส้นนี้ยามหน้าน้ำหลาก สายน้ำจะต่อเนื่องบึงมาย คลองแม่พร่อง
คลองด่านแม่คำมัน สามารถเดินเรือขนาดใหญ่มาขนของได้เป็นบริเวณกว้างขวาง ท้องทุ่งนาทางด้านใต้ของเมืองโบราณทุ่งยั้ง
เป็นไปได้ว่าเส้นทางเดินเรือเส้นนี้ถูกใช้ในสมัยที่มีการค้าขายเครื่องเคลือบดินเผาสังคโลก เพราะมีการบอกเล่าจากคนเก่าๆเรื่อง
การพบเศษเครื่องถ้วยชามสังคโลกตามลำคลองในท้องนา(ชาวบ้านว่าจุดเรือสำเภาล่ม) และตามริมบึงมายฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะ
ในจุดที่ชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงเรียกว่าง้วนเจดีย์อาจเคยเป็นเมืองเก่ามาก่อน

เคยมีตำราบางที่กล่าวว่าเมืองเก่าทุ่งยั้งนั้นเป็นเมืองที่เคยอยู่ใกล้แม่น้ำน่านมาก่อน แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงของสายน้ำนั้น
ดูจะเป็นไปได้ยากเกินไป เพราะสายน้ำบริเวณเมืองทุ่งยั้งนั้น มาจากทางอำเภอลับแลทั้งสิ้น และมีแนวเขาขวางกั้นเส้นทางน้ำ
(แถวโรงพยาบาล) หากแต่เป็นไปได้ว่าแม่น้ำน่านล้นตลิ่งไปออกท้องทุ่ง(แถว ต.บ้านเกาะ และคลองโพ)ทำให้น้ำในท้องทุ่งพอเพียง
สำหรับการเดินเรือในหน้าน้ำผู้คนที่เคยเห็นน้ำหลากมาก่อนหน้ามีเขื่อนจะพอมองเห็นภาพ น้ำเต็มตลิ่ง
เรื่องน้ำล้นออกท้องทุ่งนี้อาจถูกลืมเลือนไปเมื่อมีการตัดทางรถไฟผ่านท้องทุ่งนาและเมื่อมีเขื่อนสิริกิติ์แล้ว การศึกษาภูมิประเทศ
ในปัจจุบันเรามีภาพถ่ายทางดาวเทียมสามารถใช้งานได้สะดวก เป็นโอกาสน่าที่จะมีการศึกษาเพิ่มเติมประวัติศาสตร์กันบ้าง

3.ตั้งอยู่ใต้จุดบรรจบคลองตรอนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่านที่ไหลผ่านอ.ทองแสนขัน เส้นทางเดินทางบกไปติดต่อ
ทางลาวหลวงพระบาง ลาวเวียงจันทน์ เส้นทางนี้ผ่านไปทางแหล่งแร่เหล็กบ้านน้ำพี้ซึ่งมีความสำคัญมาแต่โบราณ
4.ระยะทางบกไม่ไกลจากเมืองพิษณุโลกมากนัก การเดินทางบกระหว่างเมืองทั้งสองค่อนข้างสะดวกรวดเร็ว
เหมาะกับการป้องกันเป็นเมืองหน้าด่าน เมืองพิษณุโลกเคยเป็นเมืองหลวงในบางสมัยของอยุธยามีความสำคัญทางยุทธศาสตร์
ต่อเนื่องมาอย่างมาก


ด้วยความเหมาะสมหลายประการของทำเลที่ตั้งเมืองพิชัยแห่งนี้ ทำให้เมืองพิชัยอยู่คงความสำคัญมานับหลายร้อยปี
แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปเมืองพิชัยถูกลดความสำคัญลงจนปัจจุบันมีสถานะเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดอุตรดิตถ์ มีจุดสำคัญที่
ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคือเกิดเมืองขึ้นใหม่เหนือขึ้นมาทางสายน้ำน่าน นั่นคือเมืองพิชัยใหม่

ท่าน้ำเหนือ...
 

Re: กำเนิดเมืองอุตรดิตถ์หรือเมืองพิชัยใหม่.

โพสต์โดย ท่าน้ำเหนือ... เมื่อ พุธ 02 ธ.ค. 2009 7:20 am

เมืองพิชัยใหม่ อยู่เหนือลำน้ำน่านขึ้นมาคือตลาดท่าอิฐ เดิมเป็นเพียงตลาดรวบรวมสินค้าริมแม่น้ำ
ทำเลที่ตั้งรับกับเส้นทางคมนาคม ค้าขายทางบกหลักๆอยู่ 4เส้นทาง คือ

1. เส้นทางเดินบก ริมสายน้ำน่านทั้งสองฝั่ง จากเมืองพิชัยเก่าขึ้นมามีบ้านเรือนผู้คนอยู่อาศัย ทำกสิกรรมและ
ค้าขายในลำน้ำมาแต่โบราณ เป็นที่ราบลุ่มอันอุดมสมบูรณ์ เพราะเป็นที่ราบกว้างใหญ่ ของสายน้ำน่านที่สามารถ
เอ่อล้นท่วมในหน้าน้ำหลาก และลดลงจนเกือบแห้งในหน้าแล้ง สามารถเดินทางข้ามลำน้ำน่านด้วยเกวียนหรือล้อ
สองฝั่งน้ำเกิดพื้นที่ทำมาหากินได้กว้างขวาง เส้นทางบกนี้นับว่าสำคัญกับการตั้งบ้านเมืองที่สุด
2. เส้นทางไปเมืองศรีสัชนาลัย เมืองสวรรคโลก เป็นส่วนหนึ่งของถนนพระร่วง จากท่าอิฐไปทางตะวันตก
ผ่านทางเมืองเก่าทุ่งยั้ง วัดพระแท่นศิลาอาสน์ เป็นเส้นทางเก่าแก่ใช้ขนส่งสินค้าที่สามารถไปเมืองท่าทางทะเล
ของพม่า(เคยเป็นของแคว้นสุโขทัย) เส้นทางนี้สะดวกกับการใช้เกวียน
3. เส้นทางบกขึ้นเมืองเหนือ ล้านนา ผ่านช่องเขาพลึงด้านเหนือของเมือง ขึ้นไปเมืองแพร่ เมืองลำปาง
4. เส้นทางตะวันออกไปเมืองน่าน และหลวงพระบาง ผ่านทางเมืองเก่าพระฝาง เลียบตามลำน้ำน่านที่เลี้ยวมา
จากทางด้านทิศตะวันออก เส้นทางนี้ใช้ติดต่อกับแคว้นล้านช้างมาแต่อดีต(ไม่น่าแปลกใจถ้าได้เห็น สถาปัตยกรรม
ในล้านช้างเช่นเจดีย์ แถบเชียงขวาง มีรูปทรงเหมือนกับเจดีย์ที่วัดพระฝาง วิหารพระยืนรูปทรงคล้ายไทยใหญ่)

จากตลาดนัดริมแม่น้ำมาสู่เมือง จุดเปลี่ยนแรกคือเมื่อเกิดสงครามเชียงตุง เกิดสงครามที่ไทยส่งกองทัพจากกรุงเทพฯ
ขึ้นมาพักทัพอยู่หาดท่าอิฐ ก่อนยกขึ้นไปตีเมืองเชียงตุง โดยมีการเกณฑ์ทัพเมืองกรุงที่ บริเวณวัดเฉลิมพระเกียรติ
ปากคลองอ้อมเมืองนนทบรี หรือคลองบางกอกน้อย แม่ทัพในครั้งนี้คือ พระบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท
ทรงยกทัพในปีสุดท้ายของรัชกาลที่3 และปีแรกของรัชกาลที่4 การยกทัพขึ้นไปครั้งแรกนั้นก็มีการเกณฑ์หัวเมือง
ผ่ายเหนือ และล้านนาเข้ามาร่วมรบด้วย สามารถขึ้นไปล้อมเมืองเชียงตุง แต่ยึดไม่ได้ต้องถอยทัพกลับมาตั้งทัพอยู่ที่
หาดท่าอิฐอยู่ถึง เกือบ1ปีเพื่อยกทัพขึ้นไปตีอีกในปีถัดมา ช่วงนี้น่าจะเป็นจุดสำคัญที่ทำให้มีผู้ค้าขายเดินทางไปมา
และมีคนรู้จักหาดท่าอิฐขึ้นอย่างมาก ทั้งคนในล้านนาและผู้คนจากเมืองหลวง

และเมื่อมีการยกทัพขึ้นไปอีกที่นี่ก็ต้องเป็นที่ส่งกำลังบำรุงให้แก่กองทัพหน้าอยู่ตลอดช่วงสงคราม จนกระทั่ง
ต้องถอยทัพกลับกรุงเทพสถานที่นี้ย่อมเป็นที่จดจำของผู้ที่มาราชการทัพในครั้งนั้นอย่างแน่นอน

ท่าน้ำเหนือ...
 

Re: กำเนิดเมืองอุตรดิตถ์หรือเมืองพิชัยใหม่.

โพสต์โดย ท่าน้ำเหนือ... เมื่อ พุธ 02 ธ.ค. 2009 7:46 am

หลังสงครามหาดท่าอิฐมีการตั้งหลักแหล่งของผู้คนตั้งแต่นั้นมา และยิ่งเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ในสมัยของ
รัชกาลที่4-5 ยุคนี้น่าจะเริ่มมีเรือกลไฟ ตามลำน้ำเข้ามาใช้แล้วทำให้เกิดการค้าขายตามลำแม่น้ำอย่างเฟื่องฟูขึ้นมา
ประกอบกับมีการขยับขยายของประชากรขึ้นมาจากทางเมืองกรุง การเกิดสนธิสัญญาบราวริ่งก็มีส่วนผลักดันให้
มีการค้าขายโดยประชาชน ประชากรที่แออัดอยู่ในเมืองเริ่มขยับขยายออกมาในช่วงนี้ด้วยสาเหตุหลากหลายประการ
อีกจุดที่น่าสนใจคือการปรับปรุงการปกครองในสมัยรัชกาลที่4 และรัชกาลที่ 5 ทำให้ประชาชนมีอิสระเสรีภาพ
กับการประกอบอาชีพมากขึ้น

ครั้นมาสมัยรัชกาลที่5 นั้นก็มีสงครามใหม่ขึ้นมาอีกคือสงครามปราบฮ่อ 4ครั้ง ที่เกิดขึ้นในเมืองลาวด้านเหนือคือ
หลวงพระบาง และเชียงขวาง เส้นทางเดินทัพของทัพเมืองกรุงหลายครั้งเนื่องจากเป็นเส้นทางที่สะดวกรวดเร็วที่สุด
ในสมัยนั้น แม่ทัพใหญ่ในสมัยปราบฮ่อคือ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี(เจิม แสงชูโต)ในสมัยนี้น่าจะมีผู้คนทางฝั่งลาว
ถูกอพยพลงมาอยู่ตามเส้นทางเดินทัพอยู่ด้วย และในช่วงต้นๆของสงครามนั้นชาวเมืองพิชัยก็ได้ร่วมทัพไปกับ
พระยาพิชัย(มิ่ง) ซึ่งท่านได้ไปเสียชีวิตที่เมืองลาว


จะเห็นได้ว่าสงครามเป็นสาเหตุใหญ่ให้เกิดเป็นบ้านเมืองใหม่ ประกอบกับการมีเรือกลไฟตามลำน้ำเป็นของ
ภาคเอกชนนั้น ทำให้เกิดมี วิธีการค้าทางเรือที่ใช้วิธีพ่วงเรือขนสินค้าแบบใช้กับลำน้ำสวนกระแสน้ำขึ้นมา แล้วใช้
วิธีล่องตามกระแสน้ำลงมาโดยใช้ไม้พายหรือการค้ำถ่อมาแวะจอดตามทำเลที่เป็นตลาดนัดเป็นการค้าขายที่สามาร
ประหยัดแรงงานคนได้มาก และการซื้อขายและเปลี่ยนสินค้ากันที่ตลาดหาดท่าอิฐและขนตรงลงกรุงเทพก็สะดวกเช่นกัน
การค้าขายทางน้ำด้วยเรือกลไฟจึงเป็นที่นิยมมาตลอดระยะเวลานานถึง60-70ปี โดยพาะเส้นทางคมนาคมทางน้ำ
ที่สามารถใช้เดินทางได้สะดวกที่สุดขึ้นมาได้เหนือสุดของเมืองสยามก็คือแม่น้ำน่านที่หาดท่าอิฐ จุดนี้เองเป็นมูลเหตุ
สำคัญมาก
ทำให้มีผู้คนที่เมืองเก่าพิชัยได้โยกย้ายถิ่นฐานขึ้นมาเหนือลำน้ำจากเดิมจนต้องย้ายเมืองพิชัยเก่าตามมาตั้งขึ้นเป็นเมืองใหม่นามว่าเมืองพิชัยใหม่แล้วเปลี่ยนชื่อมาเป็นเมืองอุตรดิษฐ์และเปลี่ยนมาเป็นเมืองอุตรดิตถ์เหมือนกับปัจจุบันนี้ด้วยพระบรมพระราชโองการของรัชกาลที่6


เมืองอุตรดิตถ์มีความหมายถึง เมืองท่าเหนือ หรือท่าน้ำที่อยู่เหนือสุดของประเทศไทย

ถ้าสรุปโดยรวมว่าเมืองอุตรดิตถ์ มีจุดกำเนิดกลายมาเป็นบ้านเมืองในยุคใหม่ได้เพราะการมีสงครามและเรือกลไฟตามลำน้ำ
ก็น่าจะเป็นไปได้ เพราะถึงแม้นจะมีสงครามแต่ไม่มีเรือกลไฟผู้คนคงไม่พร้อมที่จะอพยพขึ้นมาตั้งถิ่นฐานได้สะดวกนัก
และการค้าขายทางน้ำก็คงไม่เฟื่องฟูขึ้นมาจนเกิดเป็นบ้านเมือง การพายเรือขนสินค้าทวนน้ำคงจะใช้จำนวนคนน้อยๆไม่ได้
(คนโบราณที่เขาพายเรือทวนในแม่น้ำเจ้าพระยาท่านจะต้องดูเวลาน้ำไหลขึ้น สังเกตุได้จากนิราศของสุนทรภู่)
ผู้คนที่เคยเห็นจะเล่าว่าเรือไอลำหนึ่งจะชักลากเรือโยงได้หลายสิบลำ มีการเก็บค่าชักลากกันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกัน
มาช้านานทีเดียว ..

..ถึงแม้อดีตจะโรยลา..เลิกตลาดริมน้ำ กลับขึ้นบกเมื่อมีการคมนาคมทางรถไฟ รถยนต์มาทดแทน..

.ก็ยังหวังว่าผู้คนชาวท่าน้ำเหนือจะไม่ลืมและละทิ้งความเป็นมาของบรรพชน
ท่าน้ำเหนือ...
 

Re: กำเนิดเมืองอุตรดิตถ์หรือเมืองพิชัยใหม่.

โพสต์โดย ท่าน้ำเหนือ เมื่อ พฤหัสฯ. 10 ธ.ค. 2009 1:34 am

บรรยากาศการยกทัพทางเรือไปปราบฮ่อ สมัยรัชกาลที่ 5 ใช้เรือกลไฟลากเรือยาว
จาก"นิราศหนองคาย" ของ หลวงพัฒนพงศ์ภักดี (ทิม สุขยางค์) พ.ศ.2428
(ลักษณะเดียวกับการเดินทางมาเมืองพิชัยใหม่)


๏ ถึงตำหนักแพวังหน้านาวาตรง มีพระสงฆ์ประน้ำมนต์บ่นคาถา
ชยันโตอวยชัยในนาวา ...........................จอดอยู่หน้าตำหนักแพแซ่สำเนียง
พระวังหน้านั้นก็เสร็จเสด็จรับ......................ส่งกองทัพยืนร่าหน้าเฉลียง
พน้อมเสนาขวาซ้ายยืนรายเรียง...................บ้างอยู่เคียงพระองค์ผู้ทรงนาม
ท่านเจ้าคุณแม่ทัพคำนับน้อม......................รองพระจอมจุลจักรหลักสยาม
พระกายไทยใจทหารชาญสงคราม.................พระพักตร์งามสง่าชูสุรพงศ์
พอกระบวนด่วนล่วงมาเลยลับ......................เรือกองทัพเซ็งแซ่แลระหง
สังเกตลมพระพายพัดชายธง.......................นิมิตมงคลดีเลิศประเสริฐครัน
เรือเขยื้อนเตือนฝีพายทั้งซ้ายขวา..................พระสุริยาเบี่ยงบ่ายลงผายผัน
พอเรือไฟพระสุนทราแล่นมาทัน...................เห็นตัวท่านยืนโยกแล้วโบกมือ
นึกสงสัยจะเป็นใครที่ไหนหนอ.....................แต่งตัวป๋อโบกมือผับบอกนับถือ
สังเกตได้แต่ที่มีสี่นิ้วมือ.............................นี้คงคือเจ้าคุณพระสุนทรา
เพราะนิ้วมือท่านมีสี่นิ้วถ้วน.........................นิ้วชี้ด้วนเด็ดชัดข้างหัตถ์ขวา
คุมเรือไฟไล่แล่นตามเข้ามา........................ฝีพายคว้าเชือกผูกเรือแล่นเหลือใจ
โยงเรือแม่ทัพกับเรือบุตร...........................เรือไฟฉุดแล่นลิ่วใจหวิวไหว
เรือนายทัพนายกองเนืองนองไป....................เรือกลไฟจูงมาในสาคร ฯ
ท่าน้ำเหนือ
 

Re: กำเนิดเมืองอุตรดิตถ์หรือเมืองพิชัยใหม่.

โพสต์โดย ท่าน้ำเหนือ เมื่อ พฤหัสฯ. 10 ธ.ค. 2009 1:08 pm

เหตุเกิดสมัยรัชกาลที่3
ต้นตระกูลชาวอุตรดิตถ์ คัดลอก/ตัดตอนมาจากประชุมพงศาวดาร

พศ ๒๓๗๖
ณวันเดือนอ้าย แรม ๕ ค่ำ ปีมะเส็ง เบญจศก ( จ.ศ. ๑๑๙๕ พ.ศ. ๒๓๗๖ )บัดนี้โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาธรรมาเป็นแม่ทัพคุมกองทัพกรุงเทพฯ ยกขึ้นมาทางเมืองพิชัย ยกขึ้นไปตั้งอยู่ณปากกลาย จัดให้พระยาพิชัย ให้กรมการ คุมกองทัพเมืองพิชัย ๕๐๐ คน ยกไปเมืองหลวงพระบาง บรรจบกับกองทัพเมืองหลวงพระบาง ยกไปตีเมืองแถงหัวพันทั้งหก ซึ่งต่อแดนเมืองหลวงพระบางทางหนึ่ง จะได้จัดกองทัพเมืองพิศณุโลก เมืองสวรรคโลก เมืองสุโขทัย เมืองพิจิตร์ ปากเหือง เมืองเพ็ชรบูรณ์ เมืองแพร่ เมืองน่าน ยกไปทางเมืองเชียงทันไปตีเมืองพวนทางหนึ่ง และทางเมืองพวนก็ได้โปรดให้พระราชรินทร์ คุมกองทัพยกขึ้นไปทางเมืองเวียงจันท์หนึ่ง ไปตีเมืองพวนบรรจบกองทัพหัวเมืองฝ่ายเหนือด้วยแล้ว กำหนดเจ้า

๒๒ พระยาธรรมาแม่ทัพได้ยกจากกรุงเทพฯ ณวันเดือนยี่ ขึ้น ๖ ค่ำ ปีมะเส็ง เบญจศก ให้พระสุริยวงษาเจ้าเมืองหล่มศักดิ์ พระยาพิศณุโลก พระยาสวรรคโลก พระยาสุโขทัย พระยาพิจิตร์ พระยาพิชัย พระอนุพินาส พระยาเพ็ชรบูรณ์ เจ้าเมืองเลย เจ้าเมืองแก่นท้าว กรมการ คุมกองทัพ[color=#400080]เมืองพิศณุโลก ๑๐๐๐ คน เมืองสวรรคโลก ๕๐๐ คน เมืองสุโขทัย ๖๐๐ คน เมืองพิจิตร์ ๑๔๐ คน เมืองพิชัย ๕๐๐ คน ปากเหือง ๒๐๐ คน
กองทัพเมืองเพ็ชรบูรณ์ เมืองหล่มศักดิ์ เมืองแก่นท้าว เมืองเลย สี่หัวเมืองเป็นคน ๑๓๙๐ คน ให้พร้อมสรรพไปด้วยเครื่องสาตราวุธ โคต่างช้างม้าเสบียงอาหาร ตามท้องตราแต่ก่อน รีบยกไปเข้ากองทัพเจ้าพระยาธรรมา ณเมืองพิชัย ณปากหลาย โดยเร็ว เจ้าพระยาธรรมาจะได้จัดกองทัพให้ยกไปตีเมืองพวนหัวพันทั้งหก กวาดเอาครอบครัวเมืองเวียงจันท์ ครัวหัวเมืองลาวซึ่งเป็นข้าขอบขันธเสมากรุงเทพฯ คืนมาให้สิ้น จัดแจงบ้านเมืองครอบครัวเสียให้สำเร็จในระหว่างที่ญวนยังรบพุ่งกันอยู่ จะไม่ได้หนักแรงมือทแกล้วทหารและไพร่พล ถ้ากองทัพหัวเมืองใด ตีกวาดได้ครอบครัวมา ก็จะได้เอามาใส่บ้านใส่เมืองเป็นกำลังรี้พลต่อไป ถ้าและเจ้าพระยาธรรมาแม่ทัพ เจ้าเมือง กรมการนายทัพนายกอง ยกกองทัพขึ้นไปเถิงปากหลายแล้ว ก็ให้จัดกองทัพเมืองพิชัย ให้พระยาพิชัยรีบยกขึ้นไปคุมกองทัพเมืองหลวงพระบาง ยกขึ้นไปตีเมืองแถงหัวพันทั้งหกให้ทัน

๒๓ ท่วงที และซึ่งจะยกไปตีเมืองพวนนั้น ให้มีหนังสือกำหนดวันไปถึงกองทัพพระราชรินทร์ ซึ่งตั้งอยู่ณเมืองหนองคายให้รู้นัดหมายวันคืนยกไปตีเมืองพวนบรรจบให้พร้อม กัน และซึ่งโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยาธรรมาแม่ทัพยกขึ้นมาจัดแจงกองทัพยกไปตีเมืองพวน เมืองแถงหัวพันทั้งหกครั้งนี้ ได้มีพระราชโองการดำรัสสั่งเจ้าพระยาธรรมา ขึ้นมาทุกประการแล้ว ให้เจ้าเมือง กรมการ นายทัพนายกองฟังบังคับบัญชา เจ้าพระยาธรรมาแม่ทัพจงพร้อมมูล ตั้งใจทำราชการฉลองพระเดชพระคุณอย่าให้เสียราชการไปแต่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ ถ้าเจ้าเมือง กรมการ นายทัพนายกองคุมไพร่พลยกไปไม่ทันท่วงที จะเอาตัวเป็นโทษตามอาญาศึก ถ้าเจ้าเมือง กรมการ ได้ยกไปจากเมืองวันใดเป็นคนนายไพร่เท่าใด จัดให้ผู้ใดอยู่รักษาบ้านเมืองนายไพร่มากน้อยเท่าใด ให้บอกลงไปให้แจ้ง อนึ่งโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาชัยบูรณ์ ถือตรากำหนดยกกองทัพเมืองพิชัย เมืองพิศณุโลก เมืองสวรรคโลก เมืองสุโขทัย เมืองแพร่ เมืองน่าน ขึ้นมาให้พระยาพิศณุโลก แต่งกรมการถือตราเมืองพิชัย เมืองสวรรคโลก เมืองสุโขทัย ไปส่งให้เจ้าเมืองกรมการโดยเร็ว แต่ตราเมืองแพร่ เมืองน่าน นั้น ให้พระยาชัยบูรณ์ถือขึ้นไปส่งให้กับพระยาแพร่ พระยาน่าน ให้จัดแจงสะเบียงอาหารไปส่งกองทัพณปากกลาย แล้วโปรดให้พระยาชัยบูรณ์อยู่ด้วยเจ้า

๒๔ พระยาธรรมาแม่ทัพ ณ ปากกลาย จะได้จัดแจงเร่งรัดสะเบียงอาหาร แจกจ่ายไพร่พลกองทัพ หนังสือมา ณวันอังคาร เดือนอ้าย ขึ้น ๘ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๙๕ ปีมะเส็ง เบญจศก วันพฤหัศบดี เดือนอ้าย ขึ้น ๑๐ ค่ำ ปีมะเส็ง เบญจศก ได้ส่งตราเร่งกองทัพเมืองพิศณุโลก เมืองพิชัย เมืองสวรรคโลก เมืองสุโขทัย เมืองพิจิตร์ ให้พระยาชัยบูรณ์เมืองพิศณุโลกถือไป วันเดือนอ้าย ขึ้น ๑๒ ค่ำ ปีมะเส็ง เบญจศก ได้ส่งตราเร่งกองทัพเมืองเพ็ชรบูรณ์ ให้หลวงวังเมืองเพ็ชรบูรณ์ ถือไป.
เมืองพวน เมืองมหาชัย เมืองพอง เมืองพลาน เมืองชุมพร เมืองคำเกิด เมืองคำมวนหัวพันทั้งหก หัวเมืองทั้งปวงนี้เป็นข้าขอบขันธเสมากรุงเทพ ฯ มาแต่ก่อน แล้วครอบครัวเวียงจันทร์ ครัวหัวเมืองลาวไปตกค้างอยู่ก็มาก ครั้นจะละทิ้งไว้นานไปแผ่นดินเมืองญวนเป็นของพวกกบฎแล้ว ญวนพวกกบฎก็จะครอบงำเอาบ้านเมืองไพร่พลครอบครัวทั้งนี้เสีย จะไปตีคืนเอาบ้านเมืองครอบครัวมาก็จะหนักแรงรี้พลบัดนี้จึงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาธรรมาเป็นแม่ทัพคุมกองทัพกรุงเทพฯ กองทัพหัวเมืองฝ่ายเหนือ ยกขึ้นไปคิดราชการจัดแจงกองทัพเมืองพิชัย เมืองหลวงพระบาง บรรจบกันยกไปตีเมืองแถงหัวพันทั้งหก ซึ่งต่อแดนกับเมืองหลวงพระบางทางหนึ่ง จะได้จัดทัพยกไปตีเมืองพวนทางหนึ่ง และทางเมืองพวนก็ได้โปรดให้พระราชรินทร์คุมกองทัพยกขึ้นไปทางเมืองเวียง จันท์ทางหนึ่ง ไปตีเมืองพวนบรรจบกองทัพหัวเมืองฝ่ายเหนือด้วยแล้ว กำหนดเจ้าพระยาธรรมาแม่ทัพได้ยกจากกรุงเทพฯ ณ วันเดือนยี่ขึ้น ๖ ค่ำปีมะเส็ง เบญจศก เจ้าพระยาธรรมาแม่ทัพจะได้ยกขึ้นไปจัดแจงกองทัพณปากหลาย และกองทัพเมืองนคร เมืองเชียงใหม่ เมืองตาก เมืองเถิน ระยะทางไกลจะยกไปเห็นจะไม่ทัน อย่าให้พระยาแพร่ พระยาน่าน คอยกองทัพเมืองนครเมืองเชียงใหม่ เมืองเถิน ให้พระยาแพร่ พระยาน่าน บุตร์หลานแสนท้าว เร่งคุมกองทัพเมืองแพร่ ๕๐๐ คน เมืองน่าน ๒๕๐๐ คน ให้พร้อมสรรพไปด้วยเครื่องสาตราวุธโคต่างช้างม้าสะเบียงอาหาร รีบยกไปเข้า

๒๙ กองทัพเจ้าพระยธรรมาณปากหลาย ให้พร้อมกันทันท่วงทีโดยเร็วเจ้าพระยาธรรมาแม่ทัพจะได้จัดกองทัพ ยกไปตีเมืองพวนหัวพันทั้งหก กวาดเอาครอบครัวเมืองเวียงจันท์ครัวหัวเมืองลาว ซึ่งเป็นข้าขอบขันธ เสมากรุเทพฯ คืนมาให้สิ้น จัดแจงบ้านเมืองครอบครัวเสียให้สำเร็จระหว่างญวนยังรบพุ่งกันอยู่ จะได้ไม่หนักแรงมือทะแกล้วทหารไพร่พล ถ้ากองทัพเมืองใดตีกวาดได้ครอบครัวมา ก็จะได้เอามาใส่บ้านใส่เมืองเป็นกำลังรี้พลต่อไป และกองทัพซึ่งได้ยกขึ้นไปพร้อมกันณปากหลายครั้งนี้ ไพร่พลกองทัพเถิง ๗๐๐๐ เศษ ๘๐๐๐ เมืองหลวงพระบางก็ต้องยกกองทัพไปกับกองทัพเมืองพิชัย ไปตีเมืองแถงทางหนึ่งแล้ว ทั้งส่งสะเบียงกองทัพทางเมืองแถงทางปากหลายด้วย ๓๔ ฉะบับที่ ๑ ตราตอบเจ้าพระยาธรรมา ( สมบุญ ) เรื่องกวาดต้อนเมืองพวน
การฉลองพระเดชพระคุณสืบไป.................................... สิ้นครอบครัวหลบหลีกแอบแฝง ................................................ ฐานบ้านเรือนต่อไปจะเป็นทาง ................................................ ญวนไปข้างหน้า ให้ว่ากล่าวกับเจ้า.......................................... เพี้ยพวกเมืองพวนและเจ้าเมือง ................................................ ผู้คนไปเกลี้ยกล่อมเอาครอบครัว ............................................. ถ้าในปีมะเมียฉอศก ( พ.ศ. ๒๓๗๗ ) นี้เห็นว่าจะเกลี้ยกล่อมเอาพวนไม่สิ้น จะตกค้างอยู่บ้าง ก็ให้กำชับเจ้าเมือง, ท้าวเพี้ย เมืองหนองคาย, เมืองหนองหาร, เมืองไชยบุรีให้แต่งผู้คนรักษาด่านทางสืบสวนฟังข้อราชการจงกวดขัน ให้ระวังระไวอย่าให้พวนซึ่งกวาดมาแล้วหนีกลับไปบ้านเมืองได้ เข้าฤดูแล้งก็ให้คิดเกลี้ยกล่อมเอาพวนที่ตกค้างอยู่นั้นต่อไป ถ้าจะเอามาโดยดีก็ให้เกลี้ยกล่อมเอามา ถ้าเห็นว่าจะเอามาโดยดีไม่สิ้น พวนยังตกค้างอยู่ จึงจะโปรดให้กองทัพไปตีกวาดเอามาให้สิ้น อย่าให้เป็นเชื้อสายทางสะเบียงอาหารกับข้าศึกต่อไปได้และครอบครัวพวนซึ่งได้ มานั้น จะจัดแจงไว้ที่หัวเมืองตามท้องตราซึ่งโปรดขึ้นมาครั้งนี้ [/color]
ท่าน้ำเหนือ
 


ย้อนกลับไปยัง ที่นี่อุตรดิตถ์

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: ไม่มีสมาชิกใหม่ และ บุคคลทั่วไป 2 ท่าน


Fatal error: Not able to open ./cache/data_global.php in /home/uttaradit/domains/uttaradit.go.th/public_html/phpbb/includes/acm/acm_file.php on line 106